อัพเดท Googel Search จากงาน Google IO วันที่ 19/5/69

บทวิเคราะห์สถานการณ์ การทำ AI Search จากงาน Google I/O เมื่อวันที่ 19/5/69

สิ่งที่เกิดขึ้นใน Google I/O 2026 คือ Google ประกาศชัดว่า “Google Search is AI Search” พร้อมอัปเกรด AI Mode/AI Overviews และเพิ่ม “Search agents” เข้ามา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญไปสู่ยุคที่คนทำ SEO ต้องคิดแบบ GEO มากขึ้น แม้ Google จะบอกตรง ๆ ว่าไม่ต้องทำ “GEO hack” พิเศษก็ตาม

แยกเป็นประเด็น:

  1. มีอะไรอัปเดตใน Google Search ที่ I/O 2026
  2. สถานะปัจจุบันของ AI Overview / AI Mode กับคำว่า GEO
  3. โรดแมปการใช้ได้ “ทั่วโลก” ประมาณเมื่อไหร่ ฟีเจอร์ไหนถึงใคร
  4. ผลกระทบต่อการค้นหาและ SEO / GEO เมื่อมี Search agents

1. ภาพรวมการอัปเดต Google Search ใน Google I/O 2026

  • Google ย้ำ positioning ว่า “Google Search is AI Search” และประกาศอัปเกรด AI Mode/AI Overviews ให้ใช้โมเดล Gemini 3.5 Flash เป็นดีฟอลต์สำหรับผู้ใช้ทั่วโลกใน AI Mode
  • มี “AI-powered Search box” รุ่นใหม่ ปรับช่องค้นหาให้ฉลาดขึ้น ขยายอัตโนมัติตามความยาวคำถาม ช่วยเดา intent และแนะนำ query suggestion แบบเกินกว่า autocomplete ปกติ และรองรับ input หลายแบบ (text, รูป, วิดีโอ, ไฟล์, Chrome tabs)
  • ผู้ใช้สามารถต่อบทสนทนาจาก AI Overview ไปเป็นโหมดสนทนา (AI Mode) ได้ต่อเนื่อง context เดิม โดยลิงก์และบทความที่แสดงจะ “แม่นขึ้นเรื่อย ๆ” ตามสิ่งที่เราถามขยาย
  • Google ระบุว่า AI Mode มีผู้ใช้ต่อเดือนเกินหนึ่งพันล้านคนแล้ว และปริมาณ query โตต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดของ Search

ในมุมผู้ใช้ธรรมดา สิ่งที่เห็นได้คือ Search จะเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับ assistant ที่เข้าใจ context ยาว ๆ มากกว่าพิมพ์ keyword สั้น ๆ แล้วเลื่อนลิสต์ลิงก์เอง


2. จาก AI Overview / AI Mode ไปสู่ “AI Search” (แต่ยังไม่ใช่ GEO แบบ official)

2.1 AI Overviews และ AI Mode ตอนนี้อยู่จุดไหน

  • AI Overviews คือส่วนสรุปคำตอบด้านบน ที่ใช้โมเดล Gemini ดึงข้อมูลจากเว็บ (ผ่านเทคนิค RAG / retrieval‑augmented generation) แล้วสังเคราะห์คำตอบพร้อมแนบลิงก์แหล่งอ้างอิงเด่น ๆ
  • จากการทดลองปี 2024 Google พบว่าผู้ใช้ที่เห็น AI Overviews มีแนวโน้มใช้ Search มากขึ้น และคลิกลิงก์ใน AI Overview มากกว่าถ้าหน้านั้นโผล่เป็นลิงก์ธรรมดาเพียงอย่างเดียว
  • AI Mode เป็นโหมดสนทนาเชิงลึก ใช้กับคำถามที่ต้อง reasoning และเปรียบเทียบหลายอย่างในครั้งเดียว (เช่น ขอเปรียบเทียบตัวเลือก/ช่วยวางแผน) พร้อมลิงก์ประกอบคำตอบ

ใน I/O 2026 Google เอา AI Overviews กับ AI Mode มารวมให้ flow ต่อกันง่ายขึ้น (จาก overview → คุยต่อในโหมดสนทนาได้เลย) และย้ำว่า AI Mode ตอนนี้ใช้ Gemini 3.5 Flash เป็นดีฟอลต์ทั่วโลกแล้วในประเทศ/ภาษา ที่เปิด AI Mode

2.2 แล้ว “GEO” ตอนนี้ถือว่าเกิดขึ้นหรือยัง?

คำว่า GEO = Generative Engine Optimization เป็นคำที่ community/สายมาร์เก็ตติ้งใช้เรียกแนวคิดการ optimize ให้ติดในคำตอบของ generative search (เช่น Google AI Overviews, ChatGPT, Perplexity, Copilot)

เอกสารทางการของ Google พูดถึงคำว่า AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO ชัดเจน แต่ในบริบท “mythbusting” ว่า:

  • AEO และ GEO เป็นคำที่คนในวงการใช้ แต่ Google บอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำ “เทคนิคพิเศษแบบ GEO hack” ใด ๆ เพื่อให้ติด AI Overviews/AI Mode
  • Google ย้ำว่ากติกาหลักที่ทำให้เว็บถูกเลือกขึ้นมาอยู่ใน AI Overviews/AI Mode ยังอิง core ranking & quality systems เดิมของ Google Search เป็นหลัก (SEO fundamentals ยังสำคัญเหมือนเดิม)

สรุป:

  • GEO ในตอนนี้ยังเป็นแนวคิด/กลยุทธ์ฝั่ง marketer + SEO community มากกว่าจะเป็นชื่อ product หรือระบบ official ของ Google Search เอง
  • แต่ฟังก์ชันของ Search ที่ I/O 2026 เปิดเพิ่ม (AI Mode ที่ฉลาดขึ้น, การใช้ RAG, query fan‑out, agents ฯลฯ) ทำให้ “พฤติกรรมจริง” ของ Search ใกล้เคียงกับสิ่งที่คนพูดกันเรื่อง GEO มากขึ้น – คือ AI จะเป็นชั้นแรกที่ synthesize และเลือกแหล่งอ้างอิงแทนผู้ใช้

3. ฟีเจอร์ใหม่ใช้ได้ทั่วโลกเมื่อไหร่? (AI Mode, Search box ใหม่, Agents ฯลฯ)

3.1 สิ่งที่ “เริ่มทั่วโลกแล้ว”

จากบล็อกทางการของ Google Search I/O 2026 และสรุปสื่อ เทคต่างประเทศ/ไทย

  • AI Mode เปลี่ยนโมเดลดีฟอลต์เป็น Gemini 3.5 Flash “สำหรับผู้ใช้ทั่วโลกที่มี AI Mode” ตั้งแต่วันที่ประกาศ (19 พ.ค. 2026)
  • AI-powered Search box แบบใหม่ เริ่ม rollout ตั้งแต่วันนี้ “ในทุกประเทศและทุกภาษา ที่ AI Mode เปิดให้ใช้งาน” (ยังไม่ใช่ทุกประเทศในโลก แต่ครอบคลุมเป็นหลักใน market ที่มี AI Mode)
  • ประสบการณ์ต่อเนื่องระหว่าง AI Overview → AI Mode (ถามต่อ, คุยต่อได้ พร้อมคง context) เปิดทั้ง desktop และ mobile ทั่วโลกแล้ว
  • Personal Intelligence (ความสามารถให้ Search/AI Mode ใช้ข้อมูลส่วนตัวจาก Gmail, Google Photos และเร็ว ๆ นี้ Calendar) ขยายไปเกือบ 200 ประเทศ 98 ภาษา โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเสียเงิน

3.2 สิ่งที่จะทยอยเปิด (หลายอย่างเริ่มที่สหรัฐ / ลูกค้าเสียเงินก่อน)

  • Information agents ใน Search
    • เป็น “เอเจนต์เบื้องหลัง” ที่คอย monitor หัวข้อที่เราตั้งไว้ (เช่น ราคาห้องเช่า, ข่าว sneaker collab, หุ้น) แล้วส่งอัปเดตให้พร้อมสรุป action‑able
    • จะเปิดช่วงฤดูร้อน 2026 (summer) ให้กับผู้ใช้ Google AI Pro และ Ultra ก่อน
  • Agentic booking (เอเจนต์ช่วยจอง)
    • เช่น หา private karaoke room ตามเงื่อนไขละเอียด แล้วดึงราคากับ availability ให้ พร้อมลิงก์ไปจองต่อ หรือให้ Google โทรหาธุรกิจให้ในกลุ่มบริการบางประเภท (home repair, beauty, pet care)
    • ฟีเจอร์นี้จะเริ่ม rollout “เฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐ” ช่วงฤดูร้อนก่อน แล้วค่อยขยายไปประเทศอื่นทีหลัง
  • Generative UI แบบโต้ตอบ (interactive tools/simulations, custom layout)
    • Search จะสร้าง layout คำตอบเฉพาะเคสได้ เช่น interactive graph, simulation, table แบบปรับเล่นได้ตามคำถามของเรา ใช้เทคโนโลยี Antigravity + Gemini 3.5 Flash
    • Google บอกว่าจะเปิด “สำหรับทุกคน” ใน Search ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยไม่คิดเงิน
  • Mini apps / dashboards ใน Search
    • Search สามารถ generate mini app ตาม task ยาว ๆ เช่น tracker วางแผนย้ายบ้าน, wedding planner, fitness tracker ฯลฯ โดย user แค่ถาม แล้ว Search ไป code/ต่อ API ให้
    • จะเริ่มใน “อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” ผ่าน Antigravity บน Search ก่อนสำหรับผู้ใช้ Google AI Pro/Ultra ในสหรัฐ แล้วค่อยขยาย

ดังนั้นมุม “ทั่วโลกเมื่อไหร่” ต้องแยกเป็น 2 เลเยอร์:

  • Core AI Search (AI Mode + AI Overviews + Search box ใหม่ + personal intelligence) → เริ่ม global มากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่เปิด AI Mode
  • Agentic layer (information agents, booking agents, mini apps) → เริ่มจาก US + ลูกค้าเสียเงิน แล้วขยายทีหลัง ยังไม่ globally available ทั้งชุด

4. ผลต่อ “ประสบการณ์ค้นหา” ของผู้ใช้ทั่วไป

เมื่อ Search ใช้ agent + Gemini 3.5 Flash + generative UI ผลที่เห็นได้ชัดคือ

  1. การค้นหาจะ “ยาวขึ้นและเป็นภาษาคนมากขึ้น”
    • ช่องค้นหาแบบใหม่ขยายรองรับคำถามยาว ๆ พร้อมแนะนำรูปแบบคำถามที่ช่วยเรา clarify requirements (แทนที่ต้องเดา keyword เอง)
    • ผู้ใช้ค่อย ๆ คุ้นเคยกับการถามแบบ “เขียนโจทย์” มากกว่า “ยิง keyword”
  2. การค้นหาไม่ใช่ event เดียว แต่กลายเป็น “process ต่อเนื่อง”
    • เราสามารถให้ information agent เฝ้าดู topic หรือ deal ที่สนใจ แล้วส่งแจ้งเตือนเมื่อมีอะไรเข้าเงื่อนไข เช่น apartment listing ใหม่ที่ตรง criteria เรา
    • สำหรับงานยาว ๆ อย่างจัดงานแต่ง/ย้ายบ้าน/เป้าหมายสุขภาพ Search กลายเป็น dashboard/mini app ที่เราเข้าไปอัปเดต/ติดตามได้เรื่อย ๆ
  3. ผลลัพธ์หน้าค้นหาจะหลากหลายกว่า list ลิงก์ธรรมดา
    • AI Overview/AI Mode ใช้ query fan‑out ยิง sub‑queries หลายตัวไปหาข้อมูลจากเว็บหลายกลุ่ม แล้ว assemble เป็นคำตอบเดียวที่ใส่ลิงก์หลากหลายแหล่ง
    • Generative UI สร้าง layout ตามสถานการณ์ เช่น interactive map, ตารางเปรียบเทียบ, simulation ฯลฯ บนหน้า Search เลย
  4. การ personalization มากขึ้น
    • ด้วย Personal Intelligence, Search สามารถใช้ข้อมูลจาก Gmail, Photos และในอนาคต Calendar เพื่อให้คำตอบที่ match context เรา เช่น ดึง booking ในเมลมาช่วยวางแผน หรืออ่าน note ส่วนตัวประกอบ

ทั้งหมดนี้ทำให้ “หน้า Search” กลายเป็น workspace + assistant มากกว่า “หน้า list ของลิงก์” แบบเดิม


5. ผลต่อ SEO / GEO / คนทำคอนเทนต์ (ประเด็นสำคัญสำหรับคุณ)

5.1 Google บอกอะไรชัด ๆ เกี่ยวกับ GEO / AEO

ในเอกสาร “Optimizing your website for generative AI features on Google Search” (อัปเดต 15 พ.ค. 2026) Google เขียนไว้ตรง ๆ ว่า:

  • คำว่า AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO (Generative Engine Optimization) เป็นคำที่ถูกพูดถึงกันเยอะ แต่ “หลายเทคนิคที่แชร์ในตลาดไม่สอดคล้องกับวิธีทำงานจริงของ Google Search”
  • คุณ “ไม่จำเป็น” ต้องใช้ไฟล์พิเศษอย่าง llms.txt, markup แปลก ๆ หรือเทคนิค chunking content ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ AI เข้าใจได้ดีขึ้น – ระบบของ Google เข้าใจเว็บเพจยาว ๆ ที่มีหลาย topic อยู่แล้ว
  • ไม่ต้อง rewrite คอนเทนต์ให้เป็น “สำนวนสำหรับ AI” หรือไล่ใส่ long‑tail keyword ทุก variation เพราะระบบสามารถเข้าใจความหมายและ synonyms ได้

คำแนะนำหลักของ Google คือ: ให้โฟกัส 4 เรื่อง:

  1. Helpful, non‑commodity content ที่คนอ่านแล้วรู้สึก “ได้ของจริง”
    • เน้น first‑hand experience, unique POV, original research เน้นเนือ้หาที่ตรงกับ pain point ของผุ้บริโภคที่จะค้นหาจริงๆ
    • หลีกเลี่ยง “คอนเทนต์โหลหรือคอนเท้นครอบจักรวาล” ที่ใครก็เขียนได้ เช่น 7 tipsในการเที่ยวญี่ปุ่น,อะไหล่รถแท้และอะไหล่ระเทียมต่างกันอย่างไร
  2. Technical structure ที่ชัดเจนและ crawl/index ง่าย
    • ทำให้ Googlebot เข้าเว็บ/อ่านได้ดี (robots.txt, JavaScript SEO, duplicate content ต่ำ( คอนเท้นลอกเลียนแบบคนอื่นมา ), page experience ดี มีคนเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ
  3. Local/E‑commerce data ที่ครบ
    • ใช้ Merchant Center และ Google Business Profile ให้ข้อมูลสินค้าและธุรกิจปรากฏในทั้ง AI responses และผลการค้นหาอื่น
  4. ไม่หลงไปกับ “GEO hacks” ที่ไม่จำเป็น
    • ไม่ต้องไปไล่สร้าง mention ปลอม ๆ หรือ structured data แปลก ๆ เฉพาะเพื่อ generative AI

สรุปในเชิงกลยุทธ์:

  • “GEO ที่ทำงานได้จริง” ในมุม Google = ทำ SEO ดี + เน้นคุณภาพคอนเทนต์/ประสบการณ์ + structure/ข้อมูลธุรกิจชัด แล้วระบบ generative AI (AI Overviews/AI Mode) จะดึงคุณไปโชว์เอง เมื่อคุณเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ user intent นั้น

5.2 เอเจนต์ใน Search มีผลต่อเว็บยังไง

ในคู่มือเดียวกัน Google เพิ่ม section “Explore agentic experiences” อธิบายว่า:

  • AI agents (โดยเฉพาะ browser agents) จะเข้าเว็บคุณเพื่อทำ task แทนผู้ใช้ เช่น จอง, เปรียบเทียบสเปก, ดึงข้อมูล ฯลฯ
  • agent เหล่านี้อาจจะ
    • เรนเดอร์หน้าเหมือน browser จริง
    • อ่าน DOM structure
    • ใช้ accessibility tree
    • ศึกษาภาพ/screenshot บนหน้าเว็บ

และมีการกล่าวถึงโปรโตคอลใหม่อย่าง Universal Commerce Protocol (UCP) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Search agents ทำงานกับเว็บไซต์ขายของได้สะดวกขึ้น

สรุปแบบเข้าใจง่ายๆสำหรับคนทำเว็บ/SEO:

  • นอกจาก “ให้มนุษย์อ่านรู้เรื่อง” คุณต้องเริ่มคิดว่า “ให้ agent อ่านรู้เรื่องและทำ action ได้ง่าย” ด้วย
  • UX > แค่ SEO: การวางปุ่มจอง, ข้อมูลราคา, availability ให้ชัดเจนใน DOM (ไม่ซ่อนใน iframe หรือโหลดแบบ JS ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น) จะทำให้ทั้งคนและ agent ใช้เว็บคุณทำงานได้ดีขึ้น

6. ถ้าจะปรับ Mindset จาก SEO → GEO ในยุคนี้ ควรทำอะไรบ้าง (เชิงปฏิบัติ)

6.1 คอนเทนต์: จาก “ตอบ keyword แบบคำชนคำ ” เปลี่ยนเป็น → “ตอบ task/intent”

  • เวลาออกแบบบทความหรือ landing page ให้เริ่มจาก “โจทย์/งานที่ผู้ใช้กำลังจะทำ” (task) เช่น วางแผนทริป, ตัดสินใจซื้อ, เปรียบเทียบตัวเลือก ไม่ใช่แค่ keyword เดี่ยว ๆ
  • ทำ “บทความ pillar ที่ครบมาก” แต่ออกแบบ section/หัวข้อชัด เพื่อให้ RAG/query fan‑out ของ Search หยิบไปใช้ได้หลายแบบใน AI Overview/AI Mode
  • ใส่ first‑hand experience, data original, case study, รีวิวจากประสบการณ์จริงให้เยอะ (อันนี้ตรงกับที่ Google เน้น non‑commodity content)

6.2 Technical: ทำเว็บให้ “agent‑friendly”

  • ให้ข้อมูลสำคัญ (ชื่อสินค้า, ราคา, availability, ปุ่มจอง, address ฯลฯ) อยู่ในลักษณะแบบอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ฝังอยู่ในรูป/JS แปลก ๆ
  • ตรวจ robots.txt, meta robots, preview controls (nosnippetmax-snippetnoindex) ให้ถูกต้อง เพราะ AI Features (AI Overviews/AI Mode) เคารพสิ่งเหล่านี้ตามระบบของ Search ปกติ
  • ถ้าเว็บใช้ JS หนัก ๆ ให้ตาม best practice ของ JavaScript SEO เช่น SSR/ hydration ให้ content สำคัญเรนเดอร์สำหรับ Googlebot ได้แน่นอน

6.3 Data: ใช้ระบบของ Google ให้ครบ

  • ถ้ามีสินค้า → ใช้ Merchant Center, ฟีดสินค้า, structured data ตามปกติ เพื่อให้ระบบค้นหาดึงเข้า AI responses และ rich results อื่น ๆ
  • ถ้าเป็น local business → อัปเดต Google Business Profile ให้ครบ/ตรงเสมอ

6.4 Measurement: วัดผลว่าเราติด AI Features แค่ไหน

  • Search Console จะนับคลิกจาก AI Overviews/AI Mode รวมอยู่ใน “Search Web” ปกติ แต่ Google บอกว่าต่อไปคลิกจากหน้าที่มี AI Overview มักมี time on site สูงกว่า (คุณภาพดีกว่า)
  • ผูก Google Analytics เพื่อติดตาม conversion + time on site ของ landing page ที่มาจาก Search ให้ละเอียดขึ้น เพื่อดูว่าการได้ traffic จาก AI Overview/AI Mode คุ้มกว่า/ต่างจาก organic ปกติยังไง

7. สรุปสั้น ๆ แบบถามตอบ

  1. มีการ “ขยับจาก AI Overview ไป GEO หรือยัง?
    • ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า GEO ในฐานะ product/ระบบ official ของ Google Search เอง GEO ยังคงเป็นคำในวงการ (concept) แต่ behavior ของ Search ตอนนี้คือ AI‑first, generative‑first อย่างชัดเจน
    • Google เองบอกให้ “โฟกัส SEO fundamentals + people‑first content” แทนที่จะไปไล่ทำ GEO hack
  2. จะใช้ได้ทั่วโลกเมื่อไหร่?
    • AI Mode (ใช้ Gemini 3.5 Flash), AI Search box ใหม่, personal intelligence → เริ่ม rollout global แล้วในประเทศ/ภาษาที่เปิด AI Mode
    • AI Overviews ขยายมาตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายแตะระดับผู้ใช้เกินพันล้านคน ซึ่งตอนนี้ AI Mode ก็แตะระดับนั้นแล้ว
    • Search agents (information agents, booking agents, mini apps, generative UI) → ทยอยเปิดช่วง summer 2026 โดยหลายอย่างเริ่มที่สหรัฐ + ลูกค้า Pro/Ultra ก่อน แล้วค่อยขยาย
  3. จะมีผลต่อการค้นหาอย่างไรเมื่อ Google Search เอา agent เข้ามา?
    • จากคำสั่งค้นหาแบบ “ครั้งเดียวจบ” → กลายเป็น “กระบวนการต่อเนื่อง” ที่ agent ทำงานแทนเรา (monitor, compare, book ฯลฯ)
    • จากหน้า list ลิงก์ → เป็น workspace/mini app ที่มีคำตอบสังเคราะห์ + interactive tools และลิงก์ที่หลากหลายขึ้น
    • สำหรับคนทำเว็บ/SEO ต้อง optimize ทั้งให้ “มนุษย์” และ “agent” ใช้เว็บเราได้ดี ทั้งเชิงคอนเทนต์ (EEAT/first‑hand) และเชิงโครงสร้าง (crawlable, agent‑friendly)

genaispace.net : A Space to learn Generative AI Together

รับเทรนนิ่งองค์กรเกี่ยวกับการใช้ Generative AI เพื่อพัฒนาทักษะของพนักงาน เป็นองค์กร,บริษัท,กลุ่ม,เดี่ยว ด้วยประสบการณ์กว่า 3 ปี ผ่านองค์กรใหญ่ๆมากกว่า 60 แห่งและพนักงานกว่า 3,000 คน

Leave a Reply

Discover more from GenAI Space

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading