สิ่งที่เกิดขึ้นใน Google I/O 2026 คือ Google ประกาศชัดว่า “Google Search is AI Search” พร้อมอัปเกรด AI Mode/AI Overviews และเพิ่ม “Search agents” เข้ามา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญไปสู่ยุคที่คนทำ SEO ต้องคิดแบบ GEO มากขึ้น แม้ Google จะบอกตรง ๆ ว่าไม่ต้องทำ “GEO hack” พิเศษก็ตาม
แยกเป็นประเด็น:
- มีอะไรอัปเดตใน Google Search ที่ I/O 2026
- สถานะปัจจุบันของ AI Overview / AI Mode กับคำว่า GEO
- โรดแมปการใช้ได้ “ทั่วโลก” ประมาณเมื่อไหร่ ฟีเจอร์ไหนถึงใคร
- ผลกระทบต่อการค้นหาและ SEO / GEO เมื่อมี Search agents
1. ภาพรวมการอัปเดต Google Search ใน Google I/O 2026
- Google ย้ำ positioning ว่า “Google Search is AI Search” และประกาศอัปเกรด AI Mode/AI Overviews ให้ใช้โมเดล Gemini 3.5 Flash เป็นดีฟอลต์สำหรับผู้ใช้ทั่วโลกใน AI Mode
- มี “AI-powered Search box” รุ่นใหม่ ปรับช่องค้นหาให้ฉลาดขึ้น ขยายอัตโนมัติตามความยาวคำถาม ช่วยเดา intent และแนะนำ query suggestion แบบเกินกว่า autocomplete ปกติ และรองรับ input หลายแบบ (text, รูป, วิดีโอ, ไฟล์, Chrome tabs)
- ผู้ใช้สามารถต่อบทสนทนาจาก AI Overview ไปเป็นโหมดสนทนา (AI Mode) ได้ต่อเนื่อง context เดิม โดยลิงก์และบทความที่แสดงจะ “แม่นขึ้นเรื่อย ๆ” ตามสิ่งที่เราถามขยาย
- Google ระบุว่า AI Mode มีผู้ใช้ต่อเดือนเกินหนึ่งพันล้านคนแล้ว และปริมาณ query โตต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดของ Search
ในมุมผู้ใช้ธรรมดา สิ่งที่เห็นได้คือ Search จะเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับ assistant ที่เข้าใจ context ยาว ๆ มากกว่าพิมพ์ keyword สั้น ๆ แล้วเลื่อนลิสต์ลิงก์เอง
2. จาก AI Overview / AI Mode ไปสู่ “AI Search” (แต่ยังไม่ใช่ GEO แบบ official)
2.1 AI Overviews และ AI Mode ตอนนี้อยู่จุดไหน
- AI Overviews คือส่วนสรุปคำตอบด้านบน ที่ใช้โมเดล Gemini ดึงข้อมูลจากเว็บ (ผ่านเทคนิค RAG / retrieval‑augmented generation) แล้วสังเคราะห์คำตอบพร้อมแนบลิงก์แหล่งอ้างอิงเด่น ๆ
- จากการทดลองปี 2024 Google พบว่าผู้ใช้ที่เห็น AI Overviews มีแนวโน้มใช้ Search มากขึ้น และคลิกลิงก์ใน AI Overview มากกว่าถ้าหน้านั้นโผล่เป็นลิงก์ธรรมดาเพียงอย่างเดียว
- AI Mode เป็นโหมดสนทนาเชิงลึก ใช้กับคำถามที่ต้อง reasoning และเปรียบเทียบหลายอย่างในครั้งเดียว (เช่น ขอเปรียบเทียบตัวเลือก/ช่วยวางแผน) พร้อมลิงก์ประกอบคำตอบ
ใน I/O 2026 Google เอา AI Overviews กับ AI Mode มารวมให้ flow ต่อกันง่ายขึ้น (จาก overview → คุยต่อในโหมดสนทนาได้เลย) และย้ำว่า AI Mode ตอนนี้ใช้ Gemini 3.5 Flash เป็นดีฟอลต์ทั่วโลกแล้วในประเทศ/ภาษา ที่เปิด AI Mode
2.2 แล้ว “GEO” ตอนนี้ถือว่าเกิดขึ้นหรือยัง?
คำว่า GEO = Generative Engine Optimization เป็นคำที่ community/สายมาร์เก็ตติ้งใช้เรียกแนวคิดการ optimize ให้ติดในคำตอบของ generative search (เช่น Google AI Overviews, ChatGPT, Perplexity, Copilot)
เอกสารทางการของ Google พูดถึงคำว่า AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO ชัดเจน แต่ในบริบท “mythbusting” ว่า:
- AEO และ GEO เป็นคำที่คนในวงการใช้ แต่ Google บอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำ “เทคนิคพิเศษแบบ GEO hack” ใด ๆ เพื่อให้ติด AI Overviews/AI Mode
- Google ย้ำว่ากติกาหลักที่ทำให้เว็บถูกเลือกขึ้นมาอยู่ใน AI Overviews/AI Mode ยังอิง core ranking & quality systems เดิมของ Google Search เป็นหลัก (SEO fundamentals ยังสำคัญเหมือนเดิม)
สรุป:
- GEO ในตอนนี้ยังเป็นแนวคิด/กลยุทธ์ฝั่ง marketer + SEO community มากกว่าจะเป็นชื่อ product หรือระบบ official ของ Google Search เอง
- แต่ฟังก์ชันของ Search ที่ I/O 2026 เปิดเพิ่ม (AI Mode ที่ฉลาดขึ้น, การใช้ RAG, query fan‑out, agents ฯลฯ) ทำให้ “พฤติกรรมจริง” ของ Search ใกล้เคียงกับสิ่งที่คนพูดกันเรื่อง GEO มากขึ้น – คือ AI จะเป็นชั้นแรกที่ synthesize และเลือกแหล่งอ้างอิงแทนผู้ใช้
3. ฟีเจอร์ใหม่ใช้ได้ทั่วโลกเมื่อไหร่? (AI Mode, Search box ใหม่, Agents ฯลฯ)
3.1 สิ่งที่ “เริ่มทั่วโลกแล้ว”
จากบล็อกทางการของ Google Search I/O 2026 และสรุปสื่อ เทคต่างประเทศ/ไทย
- AI Mode เปลี่ยนโมเดลดีฟอลต์เป็น Gemini 3.5 Flash “สำหรับผู้ใช้ทั่วโลกที่มี AI Mode” ตั้งแต่วันที่ประกาศ (19 พ.ค. 2026)
- AI-powered Search box แบบใหม่ เริ่ม rollout ตั้งแต่วันนี้ “ในทุกประเทศและทุกภาษา ที่ AI Mode เปิดให้ใช้งาน” (ยังไม่ใช่ทุกประเทศในโลก แต่ครอบคลุมเป็นหลักใน market ที่มี AI Mode)
- ประสบการณ์ต่อเนื่องระหว่าง AI Overview → AI Mode (ถามต่อ, คุยต่อได้ พร้อมคง context) เปิดทั้ง desktop และ mobile ทั่วโลกแล้ว
- Personal Intelligence (ความสามารถให้ Search/AI Mode ใช้ข้อมูลส่วนตัวจาก Gmail, Google Photos และเร็ว ๆ นี้ Calendar) ขยายไปเกือบ 200 ประเทศ 98 ภาษา โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเสียเงิน
3.2 สิ่งที่จะทยอยเปิด (หลายอย่างเริ่มที่สหรัฐ / ลูกค้าเสียเงินก่อน)
- Information agents ใน Search
- เป็น “เอเจนต์เบื้องหลัง” ที่คอย monitor หัวข้อที่เราตั้งไว้ (เช่น ราคาห้องเช่า, ข่าว sneaker collab, หุ้น) แล้วส่งอัปเดตให้พร้อมสรุป action‑able
- จะเปิดช่วงฤดูร้อน 2026 (summer) ให้กับผู้ใช้ Google AI Pro และ Ultra ก่อน
- Agentic booking (เอเจนต์ช่วยจอง)
- Generative UI แบบโต้ตอบ (interactive tools/simulations, custom layout)
- Search จะสร้าง layout คำตอบเฉพาะเคสได้ เช่น interactive graph, simulation, table แบบปรับเล่นได้ตามคำถามของเรา ใช้เทคโนโลยี Antigravity + Gemini 3.5 Flash
- Google บอกว่าจะเปิด “สำหรับทุกคน” ใน Search ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยไม่คิดเงิน
- Mini apps / dashboards ใน Search
ดังนั้นมุม “ทั่วโลกเมื่อไหร่” ต้องแยกเป็น 2 เลเยอร์:
- Core AI Search (AI Mode + AI Overviews + Search box ใหม่ + personal intelligence) → เริ่ม global มากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่เปิด AI Mode
- Agentic layer (information agents, booking agents, mini apps) → เริ่มจาก US + ลูกค้าเสียเงิน แล้วขยายทีหลัง ยังไม่ globally available ทั้งชุด
4. ผลต่อ “ประสบการณ์ค้นหา” ของผู้ใช้ทั่วไป
เมื่อ Search ใช้ agent + Gemini 3.5 Flash + generative UI ผลที่เห็นได้ชัดคือ
- การค้นหาจะ “ยาวขึ้นและเป็นภาษาคนมากขึ้น”
- ช่องค้นหาแบบใหม่ขยายรองรับคำถามยาว ๆ พร้อมแนะนำรูปแบบคำถามที่ช่วยเรา clarify requirements (แทนที่ต้องเดา keyword เอง)
- ผู้ใช้ค่อย ๆ คุ้นเคยกับการถามแบบ “เขียนโจทย์” มากกว่า “ยิง keyword”
- การค้นหาไม่ใช่ event เดียว แต่กลายเป็น “process ต่อเนื่อง”
- ผลลัพธ์หน้าค้นหาจะหลากหลายกว่า list ลิงก์ธรรมดา
- AI Overview/AI Mode ใช้ query fan‑out ยิง sub‑queries หลายตัวไปหาข้อมูลจากเว็บหลายกลุ่ม แล้ว assemble เป็นคำตอบเดียวที่ใส่ลิงก์หลากหลายแหล่ง
- Generative UI สร้าง layout ตามสถานการณ์ เช่น interactive map, ตารางเปรียบเทียบ, simulation ฯลฯ บนหน้า Search เลย
- การ personalization มากขึ้น
- ด้วย Personal Intelligence, Search สามารถใช้ข้อมูลจาก Gmail, Photos และในอนาคต Calendar เพื่อให้คำตอบที่ match context เรา เช่น ดึง booking ในเมลมาช่วยวางแผน หรืออ่าน note ส่วนตัวประกอบ
ทั้งหมดนี้ทำให้ “หน้า Search” กลายเป็น workspace + assistant มากกว่า “หน้า list ของลิงก์” แบบเดิม
5. ผลต่อ SEO / GEO / คนทำคอนเทนต์ (ประเด็นสำคัญสำหรับคุณ)
5.1 Google บอกอะไรชัด ๆ เกี่ยวกับ GEO / AEO
ในเอกสาร “Optimizing your website for generative AI features on Google Search” (อัปเดต 15 พ.ค. 2026) Google เขียนไว้ตรง ๆ ว่า:
- คำว่า AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO (Generative Engine Optimization) เป็นคำที่ถูกพูดถึงกันเยอะ แต่ “หลายเทคนิคที่แชร์ในตลาดไม่สอดคล้องกับวิธีทำงานจริงของ Google Search”
- คุณ “ไม่จำเป็น” ต้องใช้ไฟล์พิเศษอย่าง
llms.txt, markup แปลก ๆ หรือเทคนิค chunking content ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ AI เข้าใจได้ดีขึ้น – ระบบของ Google เข้าใจเว็บเพจยาว ๆ ที่มีหลาย topic อยู่แล้ว - ไม่ต้อง rewrite คอนเทนต์ให้เป็น “สำนวนสำหรับ AI” หรือไล่ใส่ long‑tail keyword ทุก variation เพราะระบบสามารถเข้าใจความหมายและ synonyms ได้
คำแนะนำหลักของ Google คือ: ให้โฟกัส 4 เรื่อง:
- Helpful, non‑commodity content ที่คนอ่านแล้วรู้สึก “ได้ของจริง”
- เน้น first‑hand experience, unique POV, original research เน้นเนือ้หาที่ตรงกับ pain point ของผุ้บริโภคที่จะค้นหาจริงๆ
- หลีกเลี่ยง “คอนเทนต์โหลหรือคอนเท้นครอบจักรวาล” ที่ใครก็เขียนได้ เช่น 7 tipsในการเที่ยวญี่ปุ่น,อะไหล่รถแท้และอะไหล่ระเทียมต่างกันอย่างไร
- Technical structure ที่ชัดเจนและ crawl/index ง่าย
- Local/E‑commerce data ที่ครบ
- ใช้ Merchant Center และ Google Business Profile ให้ข้อมูลสินค้าและธุรกิจปรากฏในทั้ง AI responses และผลการค้นหาอื่น
- ไม่หลงไปกับ “GEO hacks” ที่ไม่จำเป็น
สรุปในเชิงกลยุทธ์:
- “GEO ที่ทำงานได้จริง” ในมุม Google = ทำ SEO ดี + เน้นคุณภาพคอนเทนต์/ประสบการณ์ + structure/ข้อมูลธุรกิจชัด แล้วระบบ generative AI (AI Overviews/AI Mode) จะดึงคุณไปโชว์เอง เมื่อคุณเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ user intent นั้น
5.2 เอเจนต์ใน Search มีผลต่อเว็บยังไง
ในคู่มือเดียวกัน Google เพิ่ม section “Explore agentic experiences” อธิบายว่า:
- AI agents (โดยเฉพาะ browser agents) จะเข้าเว็บคุณเพื่อทำ task แทนผู้ใช้ เช่น จอง, เปรียบเทียบสเปก, ดึงข้อมูล ฯลฯ
- agent เหล่านี้อาจจะ
- เรนเดอร์หน้าเหมือน browser จริง
- อ่าน DOM structure
- ใช้ accessibility tree
- ศึกษาภาพ/screenshot บนหน้าเว็บ
และมีการกล่าวถึงโปรโตคอลใหม่อย่าง Universal Commerce Protocol (UCP) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Search agents ทำงานกับเว็บไซต์ขายของได้สะดวกขึ้น
สรุปแบบเข้าใจง่ายๆสำหรับคนทำเว็บ/SEO:
- นอกจาก “ให้มนุษย์อ่านรู้เรื่อง” คุณต้องเริ่มคิดว่า “ให้ agent อ่านรู้เรื่องและทำ action ได้ง่าย” ด้วย
- UX > แค่ SEO: การวางปุ่มจอง, ข้อมูลราคา, availability ให้ชัดเจนใน DOM (ไม่ซ่อนใน iframe หรือโหลดแบบ JS ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น) จะทำให้ทั้งคนและ agent ใช้เว็บคุณทำงานได้ดีขึ้น
6. ถ้าจะปรับ Mindset จาก SEO → GEO ในยุคนี้ ควรทำอะไรบ้าง (เชิงปฏิบัติ)
6.1 คอนเทนต์: จาก “ตอบ keyword แบบคำชนคำ ” เปลี่ยนเป็น → “ตอบ task/intent”
- เวลาออกแบบบทความหรือ landing page ให้เริ่มจาก “โจทย์/งานที่ผู้ใช้กำลังจะทำ” (task) เช่น วางแผนทริป, ตัดสินใจซื้อ, เปรียบเทียบตัวเลือก ไม่ใช่แค่ keyword เดี่ยว ๆ
- ทำ “บทความ pillar ที่ครบมาก” แต่ออกแบบ section/หัวข้อชัด เพื่อให้ RAG/query fan‑out ของ Search หยิบไปใช้ได้หลายแบบใน AI Overview/AI Mode
- ใส่ first‑hand experience, data original, case study, รีวิวจากประสบการณ์จริงให้เยอะ (อันนี้ตรงกับที่ Google เน้น non‑commodity content)
6.2 Technical: ทำเว็บให้ “agent‑friendly”
- ให้ข้อมูลสำคัญ (ชื่อสินค้า, ราคา, availability, ปุ่มจอง, address ฯลฯ) อยู่ในลักษณะแบบอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ฝังอยู่ในรูป/JS แปลก ๆ
- ตรวจ robots.txt, meta robots, preview controls (
nosnippet,max-snippet,noindex) ให้ถูกต้อง เพราะ AI Features (AI Overviews/AI Mode) เคารพสิ่งเหล่านี้ตามระบบของ Search ปกติ - ถ้าเว็บใช้ JS หนัก ๆ ให้ตาม best practice ของ JavaScript SEO เช่น SSR/ hydration ให้ content สำคัญเรนเดอร์สำหรับ Googlebot ได้แน่นอน
6.3 Data: ใช้ระบบของ Google ให้ครบ
- ถ้ามีสินค้า → ใช้ Merchant Center, ฟีดสินค้า, structured data ตามปกติ เพื่อให้ระบบค้นหาดึงเข้า AI responses และ rich results อื่น ๆ
- ถ้าเป็น local business → อัปเดต Google Business Profile ให้ครบ/ตรงเสมอ
6.4 Measurement: วัดผลว่าเราติด AI Features แค่ไหน
- Search Console จะนับคลิกจาก AI Overviews/AI Mode รวมอยู่ใน “Search Web” ปกติ แต่ Google บอกว่าต่อไปคลิกจากหน้าที่มี AI Overview มักมี time on site สูงกว่า (คุณภาพดีกว่า)
- ผูก Google Analytics เพื่อติดตาม conversion + time on site ของ landing page ที่มาจาก Search ให้ละเอียดขึ้น เพื่อดูว่าการได้ traffic จาก AI Overview/AI Mode คุ้มกว่า/ต่างจาก organic ปกติยังไง
7. สรุปสั้น ๆ แบบถามตอบ
- มีการ “ขยับจาก AI Overview ไป GEO หรือยัง?
- จะใช้ได้ทั่วโลกเมื่อไหร่?
- AI Mode (ใช้ Gemini 3.5 Flash), AI Search box ใหม่, personal intelligence → เริ่ม rollout global แล้วในประเทศ/ภาษาที่เปิด AI Mode
- AI Overviews ขยายมาตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายแตะระดับผู้ใช้เกินพันล้านคน ซึ่งตอนนี้ AI Mode ก็แตะระดับนั้นแล้ว
- Search agents (information agents, booking agents, mini apps, generative UI) → ทยอยเปิดช่วง summer 2026 โดยหลายอย่างเริ่มที่สหรัฐ + ลูกค้า Pro/Ultra ก่อน แล้วค่อยขยาย
- จะมีผลต่อการค้นหาอย่างไรเมื่อ Google Search เอา agent เข้ามา?
- จากคำสั่งค้นหาแบบ “ครั้งเดียวจบ” → กลายเป็น “กระบวนการต่อเนื่อง” ที่ agent ทำงานแทนเรา (monitor, compare, book ฯลฯ)
- จากหน้า list ลิงก์ → เป็น workspace/mini app ที่มีคำตอบสังเคราะห์ + interactive tools และลิงก์ที่หลากหลายขึ้น
- สำหรับคนทำเว็บ/SEO ต้อง optimize ทั้งให้ “มนุษย์” และ “agent” ใช้เว็บเราได้ดี ทั้งเชิงคอนเทนต์ (EEAT/first‑hand) และเชิงโครงสร้าง (crawlable, agent‑friendly)
genaispace.net : A Space to learn Generative AI Together
รับเทรนนิ่งองค์กรเกี่ยวกับการใช้ Generative AI เพื่อพัฒนาทักษะของพนักงาน เป็นองค์กร,บริษัท,กลุ่ม,เดี่ยว ด้วยประสบการณ์กว่า 3 ปี ผ่านองค์กรใหญ่ๆมากกว่า 60 แห่งและพนักงานกว่า 3,000 คน


Leave a Reply