AEO SEO GEO

เทรนการค้นหาสินค้าและบริการในปี 2026: ยุคที่เราเริ่มสั่งงานด้วยเสียงและ AI ช่วยจัดการโฆษณาให้

เราอยู่ในยุคที่การ “ค้นหา” เปลี่ยนแปลงอย่างมาก เราแค่ “ถามและได้คำตอบ” หรือแม้แต่ “สั่งให้ทำทันที”

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เกิดจากสองเทคโนโลยีหลัก คือ การใช้เสียงสั่งงาน ที่คนทั่วไปทำกันมากขึ้น และระบบใหม่ที่ชื่อว่า Model Context Protocol (MCP) ที่ทำให้ AI สามารถจัดการโฆษณาได้อัตโนมัติ


1: ทำไมคนถึงชอบใช้เสียงสั่งงานมากขึ้น?

ตัวเลขการใช้งานที่แสดงความจริง

ในปี 2026 การพูดคุยกับอุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป:

  • 71% ของคนที่ชอบใช้อินเทอร์เน็ตชอบค้นหาด้วยเสียงมากกว่าพิมพ์
  • 1 ใน 5 คนทั่วโลก ใช้การค้นหาด้วยเสียงทุกวัน
  • มีอุปกรณ์รองรับเสียงทั่วโลกถึง 8,400 ล้านเครื่อง
  • ในสหรัฐฯ กลุ่มคนอายุ 25-49 ปี ถึง 65% ใช้อุปกรณ์เสียงอย่างน้อยวันละครั้ง
  • เราพูดยาวขึ้นและชัดเจนขึ้นเพราะอุปกรณ์รับเสียงได้ดีขึ้น

เวลาพิมพ์ เราอาจพิมพ์แค่ “ร้านกาแฟใกล้ฉัน” แต่เวลาพูด เรามักจะพูดเป็นประโยคเต็ม เช่น “ร้านกาแฟไหนบ้างที่เปิดตอนนี้แล้วอยู่ใกล้ที่ทำงานของฉัน”

  • คำค้นหาด้วยเสียงยาวเฉลี่ย 29 คำ (ยาวกว่าการพิมพ์มาก)
  • การค้นหาแบ่งเป็น:
    • หาข้อมูล 46%
    • หาทางไปที่ต่างๆ 32%
    • ค้นหาเพื่อซื้อของ 22% ← สำคัญมาก!

คนเริ่มซื้อของด้วยเสียง

  • 51% ของคนที่ช้อปออนไลน์ ใช้เสียงหาข้อมูลสินค้า
  • 40% ตัดสินใจซื้อหลังจากได้ยินโฆษณาผ่านเสียง
  • ตลาดการซื้อของด้วยเสียงพุ่งจาก 62,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 186,000-290,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030

ธุรกิจท้องถิ่นได้ประโยชน์มหาศาล

คำว่า “ใกล้ฉัน” หรือ “near me” กลายเป็นคำที่สำคัญที่สุด:

  • 76% ของการค้นหาด้วยเสียงมีคำว่า “ใกล้ฉัน”
  • หลังจากหาเจอแล้ว:
    • 28% โทรไปที่ร้านทันที
    • 27% เข้าเว็บไซต์

นั่นหมายความว่าลูกค้าพร้อมซื้อแล้ว!


2: ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร?

เดิมเราเคยทำ SEO (ทำให้เว็บติดอันดับใน Google) แต่ตอนนี้ต้องเริ่มทำ VSO (Voice Search Optimization) และ GEO (Generative Engine Optimization) แทน

4 สิ่งที่ต้องทำ:

1. ใช้คำพูดธรรมชาติ

  • เขียนเนื้อหาให้เหมือนคนถามคำถาม
  • เช่น แทนที่จะเขียน “ร้านกาแฟเปิด” ควรเขียน “ร้านกาแฟไหนเปิดตอนนี้”

2. ใส่ข้อมูลแบบมีโครงสร้าง (Schema Markup)

  • เป็นรหัสที่ช่วยให้ AI อ่านข้อมูลเวลาเปิด-ปิด ราคา ที่อยู่ได้ชัดเจน
  • เหมือนติดป้ายชื่อให้ข้อมูลแต่ละชิ้น

3. เว็บต้องเร็วและใช้งานบนมือถือได้ดี

  • 27% ของการค้นหาด้วยเสียงเกิดบนมือถือ
  • 89.2% ของอุปกรณ์ที่มี Voice Assistant คือสมาร์ทโฟน
  • เว็บโหลดช้า = ลูกค้าหนีไป

4. มุ่งเป้าให้เป็น “คำตอบเดียว”

  • เป้าหมายไม่ใช่แค่ติดหน้าแรก แต่ต้องเป็น คำตอบที่ AI เลือกไปบอกผู้ใช้
  • เพราะคนที่ใช้เสียงมักได้ยินแค่คำตอบเดียว ไม่ได้เห็น 10 อันดับแรกเหมือนการพิมพ์

3: MCP คืออะไร? ทำไมสำคัญ?

Model Context Protocol (MCP) คือระบบใหม่ที่เปลี่ยนวิธีจัดการโฆษณาให้ง่ายขึ้นมหาศาล

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

เหมือนตอนก่อนนี้ทุกอุปกรณ์ใช้ชาร์จคนละแบบ (iPhone ก็หัวแบบหนึ่ง Samsung อีกแบบ) แต่ตอนนี้เราใช้ USB-C ได้หมดแล้ว

MCP ก็เหมือนกัน – เป็น “ปลั๊กสากล” ที่ทำให้ AI เชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ได้ทุกระบบ:

  • Google Ads
  • Facebook Ads
  • ระบบข้อมูลลูกค้า (CRM)
  • ระบบวิเคราะห์ยอดขาย (Analytics)

ทำงานตามหลักการ “สร้างครั้งเดียว ใช้ได้ทุกที่”

เชื่อมต่อระบบครั้งเดียว แล้ว AI ตัวไหนก็เข้ามาดึงข้อมูลไปใช้งานได้

ประโยชน์ที่ได้รับ

MCP ช่วยให้เจ้าของธุรกิจลดเวลาทำงานลง 40% โดย:

1. หน้าจอเดียวจบ

  • ไม่ต้องสลับไปมาระหว่าง Google Ads, Facebook Ads, Instagram
  • สั่งการผ่านที่เดียวได้หมด

2. AI ปรับงบประมาณให้เองแบบเรียลไทม์

  • ดูว่าโฆษณาช่องทางไหนได้กำไรดีที่สุด
  • โยกงบไปช่องทางนั้นทันที

3. AI ทำงานแทนเราได้ (Agentic AI) ตัวอย่าง: คุณสั่งว่า “ส่งโปรโมชั่นใหม่ให้ลูกค้าเก่าที่ซื้อเกิน 5,000 บาท”

  • AI จะไปดึงรายชื่อจากระบบลูกค้า
  • สร้างโฆษณาใน Facebook
  • ยิงให้กลุ่มเป้าหมายนั้นโดยอัตโนมัติ

Ad Context Protocol (AdCP) – เทรนในอนาคตตัวช่วยพิเศษสำหรับโฆษณา

AdCP เป็นส่วนขยายของ MCP โดยเฉพาะสำหรับวงการโฆษณา:

  • ช่วยให้ AI ของผู้ซื้อโฆษณาและผู้ขายพื้นที่โฆษณาคุยกันได้โดยตรง
  • ปลอดภัย ไม่ต้องใช้คุกกี้ (cookies) ที่ตามจับพฤติกรรมเรา
  • บริษัทใหญ่อย่าง Google, Yahoo ทดสอบใช้งานแล้ว

4: สถานการณ์ในประเทศไทย

คนไทยมีพฤติกรรมพิเศษที่ต่างจากต่างประเทศ:

1. ชอบซื้อของผ่านแชทและโซเชียล

  • คนไทยนิยมซื้อของผ่าน LINE OA และ TikTok Shop
  • MCPหรือAdCP จะช่วยสร้าง AI แชทบอทที่ดึงข้อมูลสต็อกมาตอบและปิดการขายได้เอง

2. การค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยดีขึ้น

  • ระบบ AI เข้าใจภาษาพูดและภาษาถิ่นไทยได้ดีขึ้น
  • ทำให้ผู้บริโภคไทยใช้งานได้สะดวกขึ้น

3. SME ขายได้หลายช่องทางพร้อมกัน

ผู้ประกอบการที่ขายทั้ง Shopee, Lazada, Facebook สามารถ:

  • สั่งด้วยเสียงประโยคเดียว: “ลดราคา 10% ทุกแพลตฟอร์ม”
  • AI จะไปจัดการให้ทุกช่องทางพร้อมกัน

5: อนาคตที่กำลังมา

1. จัดการโฆษณาด้วยเสียง ไม่ต้องมองหน้าจอ

เจ้าของธุรกิจสามารถพูดว่า:

  • “เพิ่มงบโฆษณาตัวที่ขายดีที่สุดอีก 5,000 บาท”
  • AI จะใช้ MCP ไปดำเนินการให้ทันที

2. ค้นหาแบบผสมผสานหลายสื่อ (Multimodal AI)

ผสมระหว่าง เสียง + ภาพ + ข้อความ เช่น:

  • ถ่ายรูปรองเท้า แล้วพูดว่า “หารองเท้าแบบนี้ในราคาไม่เกิน 2,000 บาท”
  • 36% ของผู้บริโภคเริ่มใช้การค้นหาด้วยภาพแล้ว

3. ความท้าทาย

เรื่องความเป็นส่วนตัว ( Privacy Problem ):

  • คนกังวลว่าอุปกรณ์อาจดักฟังเสียงตลอดเวลา

ความแม่นยำของ AI:

  • ถ้า AI ใช้งบโฆษณาผิดพลาด อาจเสียเงินเยอะ
  • ต้องมีระบบตรวจสอบ AI ให้ดี

บทสรุป

ปี 2026 คือปีที่
คำพูด = การกระทำ

ลูกค้าใช้เสียงสั่งซื้อ
เจ้าของธุรกิจใช้เสียงสั่งงาน
AI ทำหน้าที่เป็นแรงงานหลักของระบบดิจิทัล

ธุรกิจที่ปรับตัวได้
จะประหยัดเวลา
ลดงานซ้ำ
และเข้าถึงลูกค้าได้ในจังหวะที่ตัดสินใจจริง

ส่วนธุรกิจที่ยังคิดแบบเดิม
จะไม่ได้แพ้เพราะเทคโนโลยี
แต่แพ้เพราะ ไม่ปรับตัวและเปลี่ยนวิธีการทำงาน

genaispace.net : A Space to learn Generative AI Together

7/1/2569