TikTok’s “The Loop”
อัลกอริทึมที่ไม่ได้แค่รู้ใจเรา แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมเราโดยไม่รู้ตัว
TikTok ไม่ได้ชนะเพราะวิดีโอสนุก
แต่ชนะเพราะมัน สังเกตมนุษย์ได้เก่งมาก
มันไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือ “วงจรเรียนรู้–ทดสอบ–ขยาย” ที่เร็วมาก
The Loop ไม่ได้เกิดขึ้นตอนคุณเลื่อน
แต่มันเริ่ม ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณแตะหน้าจอ
TikTok ไม่ได้เติบโตเพราะวิดีโอให้ผู้หญิงมาเต้น
แต่เติบโตเพราะเค้า“เฝ้ามองมนุษย์” ได้เก่งกว่าทุกแพลตฟอร์ม

ปุ่ม For You
ไม่ได้ถามว่าคุณติดตามใคร
แต่เค้าสังเกตุว่า
- คุณหยุดดูตรงไหน
- คุณเลื่อนผ่านอะไร
- คุณดูซ้ำกี่ครั้ง
- คุณดูตอนดึกหรือก่อนนอน
- คุณดูคลิปแบบนี้หลังจากคลิปแบบไหน
ทุกการกระทำเล็ก ๆ
กลายเป็นข้อมูลฝึกอัลกอริทึม
TikTok เริ่มจากการ “ลองใจ”
โชว์วิดีโอให้คนกลุ่มเล็กดู
ถ้าดูจบ → ขยาย
ถ้าดูซ้ำ → ขยายอีก
ถ้าแชร์หรือเซฟ → ขยายหนักขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ
TikTok ให้ค่าน้ำหนักกับการ “ดูจนจบ” มากกว่าไลก์
เพราะการดูจนจบ คือสัญญาณว่า
“สมองคุณยอมให้เวลามันแล้ว”
The Loop คือวงจรที่ออกแบบมาให้คุณไม่ต้องตัดสินใจ

คุณไม่ต้องเลือก
ไม่ต้องค้น
ไม่ต้องคิดว่าจะดูอะไรต่อ
แค่เลื่อน…
และการเลื่อนนั้น
ไม่มี “จุดจบตามธรรมชาติ”
- ไม่มีหน้าสุดท้าย
- ไม่มีตอนจบ
- ไม่มีช่วงให้สมองพักแล้วถามตัวเองว่า “พอหรือยัง”
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือการใช้หลัก Variable Reward
รางวัลที่เดาไม่ได้
คือ ” รางวัลที่ทำให้สมองหลั่งโดพามีนได้นานที่สุด “
คุณไม่รู้ว่าคลิปต่อไปจะดีหรือแย่
ตลกหรือเศร้าหรือไร้สาระหรือได้ความรู้
และความไม่รู้นี่แหละ
ที่ทำให้คุณ “ขออีกคลิป”
จาก 5 นาที
กลายเป็น 30
จาก 30
กลายเป็นชั่วโมง
ผู้ใช้เฉลี่ยใช้เวลาเกือบ 95 นาทีต่อวัน
ไม่ใช่เพราะว่าง
แต่เพราะระบบไม่ให้คุณรู้สึกว่า “ควรหยุดตรงไหน”
ข้อมูลคือเชื้อเพลิงของ The Loop

TikTok รู้จักคุณมากกว่าเพื่อนสนิทบางคน
มันรู้ว่า
– คุณใช้มือถือรุ่นอะไร
– อยู่ที่ไหน
– ออนไลน์ตอนไหน
– ดูอะไรตอนอารมณ์ดี
– ดูอะไรตอนเครียด
– ดูอะไรตอนดึก ๆ ที่ไม่อยากให้ใครรู้
ข้อมูลเหล่านี้
ไม่ใช่แค่เอาไปแนะนำคลิป
แต่มันเอาไป “คำนวณความเสี่ยงต่อการติดใจ”
ถ้าระบบประเมินว่าคุณกำลังอ่อนไหว
มันจะค่อย ๆ ปรับเนื้อหาให้ดึงคุณให้อยู่ต่อ
ไม่ใช่เพราะมันร้าย
แต่เพราะ “มันถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มเวลาใช้งาน”
The Loop ของ TikTok ทำงานอย่างไร (ฉบับเข้าใจง่าย)

ขั้นที่ 1: อ่านพฤติกรรมจริง ไม่ฟังสิ่งที่คุณบอก
TikTok ไม่สนใจว่าคุณกดชอบอะไร
แต่มันดูว่า คุณหยุดดูคลิปไหน นานแค่ไหน ดูจบไหม ดูซ้ำหรือเปล่า
แม้ไม่กดอะไรเลย ระบบก็ยังได้ข้อมูล
เพราะ “เวลา” คือสัญญาณที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสมอง
ขั้นที่ 2: ทดสอบคลิปกับคนกลุ่มเล็ก
ทุกคลิปจะถูกส่งให้คนจำนวนน้อยดูก่อน
ระบบถามแค่ว่า
ดูจบไหม เลื่อนหนีเร็วหรือเปล่า
ตัวชี้วัดหลักคือ Completion Rate (ดูจบหรือไม่)
ไม่ใช่ไลก์ ไม่ใช่ยอดฟอล
ขั้นที่ 3: ขยายคลิปที่คน “ตั้งใจดูจริง”
ถ้าคลิปผ่านด่านแรก
จะถูกส่งไปให้คนกลุ่มใหญ่ขึ้น
ระบบเริ่มดูสัญญาณที่ลึกกว่า เช่น
การแชร์ การเซฟ คอมเมนต์
เพราะสิ่งเหล่านี้แปลว่า “คลิปมีคุณค่า”
ขั้นที่ 4: ทดลองข้ามประเทศ
ถ้าคลิปยังทำผลงานดี
ระบบจะลองส่งไปหาคนต่างภาษา ต่างประเทศ
ถ้ายังดูจบ ยังหยุดดู
แปลว่าเนื้อหานี้ ดึงความสนใจมนุษย์ได้จริง
สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ
The Loop คือวงจรที่
ดูพฤติกรรม → ทดสอบคลิป → ขยายสิ่งที่ดึงเวลาได้ → วนซ้ำไม่รู้จบ
วิดีโอไวรัล
ไม่ใช่คลิปที่ดังครั้งเดียว
แต่คือคลิปที่ “สอบผ่านหลายด่านติดกัน”
แล้วทำไมอเมริกาถึงกลัว TikTok

ประเด็นไม่ใช่แค่ว่า TikTok มาจากจีน
แต่คือ ข้อมูล 170 ล้านคนอเมริกัน
กำลังอยู่ในมือบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมายจีน
กฎหมายที่บอกว่า
บริษัทต้อง “ให้ความร่วมมือกับรัฐ” เมื่อถูกร้องขอ
ไม่มีใครยืนยันได้ 100% ว่าข้อมูลจะไม่ถูกใช้
และในโลกที่ข้อมูล = อำนาจ
ความไม่ชัดเจน คือความเสี่ยง
อีกด้านหนึ่งคือสุขภาพจิตของเยาวชน
– การเลื่อนที่ไม่รู้จบ
– ทำให้สมองคุ้นชินกับการกระตุ้นเร็ว
– ความอดทนต่อความน่าเบื่อลดลง
– สมาธิสั้นลง
– การนอนแย่ลง
นี่ไม่ใช่การกล่าวโทษแพลตฟอร์ม
แต่เป็นการยอมรับว่า
“การออกแบบบางอย่างส่งผลกับสมองมนุษย์จริง“
The Loop ไม่ได้แค่แนะนำคลิป

แต่มันกำลัง “ออกแบบพฤติกรรม”
คำถามจึงไม่ใช่
TikTok ดีหรือเลว
แต่คือ” เรายังเป็นคนเลือกอยู่ไหม หรือระบบเลือกให้เราไปแล้ว “
การรู้ทันของเทคโนโลยีสำคัญกว่าการเลิกใช้
เพราะในโลกยุค AI
คนที่ได้เปรียบ
ไม่ใช่คนที่หนีเทคโนโลยี
แต่คือคนที่ใช้มัน
” โดยไม่ปล่อยให้มันใช้เราแทน “
แล้วคุณล่ะ
ครั้งสุดท้ายที่ปิด TikTok
คุณตั้งใจ…หรือแค่แบตหมด?
genaispace.net : A Space to learn Generative AI Together
16/1/69


Leave a comment