UCP คืออะไร และทำไม Google ถึงต้องสร้างมันขึ้นมา

UCP (Universal Commerce Protocol) คือความพยายามของ Google
ในการทำให้ AI สามารถ “ซื้อของแทนมนุษย์ได้จริง”
โดยไม่ต้องพึ่งเว็บ แอป หรือฟอร์มแบบเดิมอีกต่อไป

ไม่ใช่แค่แนะนำสินค้า
ไม่ใช่แค่พาไปหน้าร้าน
แต่คือ ค้นหา → เปรียบเทียบ → จ่ายเงิน → ติดตามออเดอร์
ทั้งหมดจบในบทสนทนาเดียว

นี่คือสิ่งที่ Google เรียกว่า

Agentic Commerce
หรือเศรษฐกิจที่ “ตัวแทน AI” เป็นคนลงมือทำธุรกรรมแทนเรา

แต่ก่อนจะไปถึง UCP
เราต้องเข้าใจก่อนว่า…
Google แก้ปัญหานี้มาเป็นขั้น ๆ ไม่ได้กระโดดทีเดียว


ปัญหาหลักของโลก AI ก่อนมี UCP

AI ฉลาดขึ้นมาก
แต่ติดปัญหาใหญ่ 3 อย่าง

  1. อ่านข้อมูลจริงของร้านค้าไม่ได้ดีพอ
  2. คุยกับระบบอื่นไม่ได้เป็นมาตรฐาน
  3. จ่ายเงินแทนมนุษย์ไม่ได้อย่างปลอดภัย

ถ้าไม่มีการแก้ 3 เรื่องนี้
AI ก็เป็นได้แค่ “ผู้ช่วยหาข้อมูล”
ไม่ใช่ “ตัวแทนที่ลงมือทำแทน”

Google เลยค่อย ๆ วางชิ้นส่วนทีละตัว


MCP: มาตรฐานกลางที่ทำให้ AI ต่อกับโลกภายนอกได้จริง

จุดเริ่มต้นของทั้งหมดไม่ได้มาจาก Google
แต่มาจาก Anthropic
กับสิ่งที่เรียกว่า Model Context Protocol (MCP)

ปัญหาที่ MCP เข้ามาแก้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของโลก AI โดยตรง คือ

“ทุกโมเดลต้องเขียน connector แยกให้ทุกระบบ”

ก่อนมี MCP
ถ้า AI จะต่อกับ

  • ฐานข้อมูล
  • API ภายในองค์กร
  • เครื่องมือ (tools)
  • ระบบหลังบ้านต่าง ๆ

นักพัฒนาต้องเขียนโค้ดเชื่อมต่อแบบเฉพาะกิจ (custom integration)
ทำให้เกิดปัญหา M × N integration
โมเดลหนึ่ง ↔ ระบบหนึ่ง ต้องเขียนใหม่ทุกครั้ง

MCP เปลี่ยนเกมนี้โดยสิ้นเชิง

มันสร้าง “มาตรฐานกลาง”
ให้ AI สามารถเชื่อมต่อกับ data / API / tool ได้แบบ plug & play

AI ไม่ต้องรู้ว่าระบบนั้นเขียนด้วยอะไร
ไม่ต้องรู้โครงสร้างภายใน
แค่รู้ว่า

“นี่คือ MCP server และนี่คือ context ที่ฉันเรียกใช้ได้”

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด
MCP คือพอร์ต USB-C ของโลก AI

เสียบครั้งเดียว
ใช้ได้กับหลายระบบ
หลายโมเดล หลายผู้ให้บริการ

ในบริบทของ UCP
MCP ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นโปรโตคอลค้าขายโดยตรง
แต่มันคือ รากฐาน (Foundation Layer)
ที่ทำให้ Agent เข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือของโลกจริงได้อย่างเป็นมาตรฐาน

ถ้าไม่มี MCP
Agentic Commerce จะไม่มีวันเกิด
เพราะ AI จะไม่มีทาง “เห็นโลกเดียวกับที่ระบบจริงเห็น”


A2A: ทำให้ Agent คุยกับ Agent ได้

พอ AI เริ่มเก่ง
ปัญหาต่อมาคือ Agent ตัวเดียวทำทุกอย่างไม่ได้

Google เลยเปิด A2A (Agent-to-Agent Protocol)
เพื่อให้ Agent จากหลายฝั่ง “คุยกันโดยตรง”

เช่น

  • Agent ฝั่งผู้ใช้
  • Agent ฝั่งร้านค้า
  • Agent ฝั่งขนส่ง
  • Agent ฝั่งธนาคาร

แทนที่ทุกอย่างต้องผ่านมนุษย์
Agent สามารถ “เจรจา ส่งงาน ติดตามสถานะ” กันเองได้

ตรงนี้คือ
ชั้นการสื่อสาร (Communication Layer)
ของโลก Agentic

แต่… ต่อให้คุยกันเก่งแค่ไหน
ถ้าจ่ายเงินไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ


AP2: ให้ AI จ่ายเงินแทนเราได้ (แบบไม่เสี่ยง)

นี่คือจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุด
Google เลยสร้าง AP2 (Agent Payments Protocol)

หัวใจของ AP2 คือแนวคิดที่ว่า

AI ไม่ควร “ถือบัตรเครดิต”
แต่ควรถือ “อำนาจที่เรามอบให้”

แทนการส่งเลขบัตร
ระบบใช้สิ่งที่เรียกว่า Mandate

เช่น

  • อนุญาตให้ซื้อไม่เกินงบนี้
  • เฉพาะร้านนี้
  • เฉพาะหมวดนี้

ทุกอย่างตรวจสอบย้อนหลังได้
และผู้ใช้ยังเป็นคนควบคุมอยู่

นี่คือ ชั้นความไว้วางใจ (Trust Layer)
ที่ทำให้ Agentic Commerce เริ่ม “เป็นไปได้จริง”

แต่ยังเหลือปัญหาสุดท้าย…


AG-Ui / A2UI: ทำให้ AI แสดงหน้าจอซื้อของได้อย่างปลอดภัย

ถ้า AI จะซื้อของแทนเรา
มันต้องมี UI
แต่ Google ไม่อยากให้ AI เขียนโค้ดหน้าจอเองมั่ว ๆ

เลยเกิด AG-Ui และ A2UI

แนวคิดคือ

  • AI ไม่เขียน UI
  • AI แค่ “บอกความต้องการเป็นโครงสร้างข้อมูล”
  • ฝั่งแอปเป็นคน render ด้วย component ที่ปลอดภัย

เช่น

  • ฟอร์มเลือกสี สไตล์ของรองเท้าที่เราชอบและใส่ประจำ โดยจำขนาดของไซส์ของเราได้โดยอัตโนมัติ
  • ปุ่มยืนยันการซื้อ
  • หน้าสรุปราคา

นี่คือ ชั้นการปฏิสัมพันธ์ (Interaction Layer) ที่ AI คิดให้เราให้หมดและส้รางปุ่มให้เรากดแบบง่ายๆ


UCP: เมื่อทุกชิ้นส่วนถูกรวมเข้าด้วยกัน

และในเดือนมกราคม 2026
Google ก็เอาทุกอย่างมารวมกันภายใต้ชื่อเดียว

Universal Commerce Protocol (UCP)

UCP ไม่ได้แทนที่ MCP, A2A, AP2 หรือ AG-Ui
แต่มันคือ “กรอบใหญ่” ที่บอกว่า

ถ้าอยากให้ AI ซื้อของแทนมนุษย์
ต้องคุยกันอย่างไร
ใช้ข้อมูลอะไร
จ่ายเงินแบบไหน
และดูแลหลังการขายอย่างไร

ร้านค้าต่อ UCP ครั้งเดียว
ก็สามารถขายผ่าน AI ได้หลายแพลตฟอร์ม
โดยไม่ต้องเขียน integration ซ้ำไปซ้ำมา

นี่คือการเปลี่ยนจาก
N × N Integration → N + M

และนี่คือเหตุผลที่ Sundar Pichai ออกมาประกาศ UCP ด้วยตัวเอง

เพราะมันไม่ใช่ฟีเจอร์
แต่มันคือ โครงสร้างการซื้อขายแบบใหม่ที่มี AI เข้ามาช่วยได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


บทส่งท้าย: คำถามที่ยังไม่มีใครตอบแทนเราได้

Universal Commerce Protocol อาจดูเหมือนก้าวสำคัญของเทคโนโลยี
อาจดูเหมือนโครงสร้างที่ “ถูกออกแบบมาดี”
และอาจถูกเล่าว่าเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ในยุคของ AI
สิ่งที่ เป็นไปได้
ไม่ได้แปลว่า ควรเกิดขึ้นเสมอไป

ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
ทุกครั้งที่มีคำศัพท์ใหม่
ทุกครั้งที่มีโปรโตคอลใหม่
มันมาพร้อมทั้ง โอกาส และ ความเสี่ยง

Agentic Commerce ก็ไม่ต่างกัน

เมื่อ AI เริ่มไม่ได้แค่แนะนำ
แต่เริ่ม ตัดสินใจ
และเมื่อการตัดสินใจนั้น
ผูกติดกับ การใช้เงินจริง

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า

“ระบบนี้ทำงานได้ไหม”

แต่คือ

“ใครควรเป็นคนควบคุมมัน”

AI Governance ควรเข้าไปลึกแค่ไหน?
ใครเป็นคนกำหนดขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเราทุกคน?
ถ้าเกิดความผิดพลาดหนึ่งครั้งเช่น AI จ่ายเงินซื้อของโดยที่เราไม่ชอบใครควรเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ?
ผู้ใช้ทั่วไปจะเข้าใจสิ่งที่ตนเอง “อนุญาต” มากพอหรือไม่?
หรือสุดท้ายความสะดวกจะค่อย ๆ ชนะความระมัดระวังไปทีละนิด

จนคนจะลดความระวังและไว้วางใจให้ AI ตัดสินใจแทนทั้งหมดได้เลยไหม?

ที่สำคัญที่สุด
ความไว้วางใจนั้น
จะถูกสร้างขึ้นจาก ความโปร่งใส
หรือแค่จาก ความเคยชิน


UCP อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกการค้าในอนาคต
หรืออาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายความพยายาม
ที่โลกต้องทดลอง เรียนรู้ และแก้ไขระหว่างทาง

แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในตอนนี้
อาจไม่ใช่ทิศทางของเทคโนโลยี
แต่มันคือความจริงที่ว่า

เมื่อ AI เริ่มถือสิทธิ์ในการ “ลงมือทำแทนมนุษย์”
คำถามสำคัญจะไม่ใช่เรื่องของเขียนโค้ด
แต่เป็นเรื่องของ ความไว้ใจ อำนาจ และความรับผิดชอบ

และคำถามเหล่านี้
ยังคงเปิดอยู่
รอให้สังคมทั้งระบบช่วยกันหาคำตอบ

genaispace.net : A Space to learn Generative AI Together

14/1/69


Leave a comment